ปี 2545 (จำไม่ได้ว่าตอนไหน) บุญพาวาสนาส่ง ให้ผมมาพบกับ คุณ ต๋อย (เทอดศักดิ์ จันทร์ปาน) producer มือดี ผม(พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา) ได้นำเสนอ (ที่แต่งไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ถึง ปัจจุบัน) บางเพลง ให้เขาฟัง และ แสดงเจตนา จะส่ง message นี้สู่ผู้ฟัง กลุ่มวัยรุ่น ได้รับเกร็ดธรรม ขณะที่กำลัง บันเทิงอยู่กับการเสพดนตรี

คุณ ต๋อย: "พี่ แอ๊ด ผมต้องขอเวลาหน่อยนะครับ เพราะ ต้องทำความเข้าใจกับมัน ซึ่งไม่คุ้นเลย"
( ต้อง อิน ก่อน จึงจะคิดออก! )

ประมาณ 1 ปี ที่รอคอย...
ระหว่างที่รอคอยอยู่นั้น ผมก็ได้นำเพลงที่ผลิตแล้ว( แต่ยังไม่สมบูรณ์) ไปปรึกษา กับ พระอาจารย์หลายท่าน อาทิ เช่น พระพยอม กัลยาโณ(วัดสวนแก้ว) , พระสุรศักดิ์(วัดชลประธานฯ) , พระอาจารย์ นิวัติ (หลวงพี่เหน่ง วัดมาบจันทร์) เป็นต้น ได้รับคำแนะนำ ที่เปี่ยมเมตตา ซ้ำยังเป็นห่วงว่า

พระพยอม: "ฟังดู ก็ดี จรรโลงใจดี แต่ กลัวว่าจะมีคนฟังแค่กลุ่มเล็กๆ นะ ต้องทำใจ!"
ขยายความเอาเอง ( เจ๊งแน่ๆ แต่ ได้บุญ ! )

มีนาคม 2547: ทีมงาน "เรียนเชิญฯ" ได้ส่ง single แรก เพลง "เรื่องนิดเดียว" (Small Issue) เข้าไปที่ Fat Radio 104.5 MHz, ติดชาร์ท Hutch Fat40 ครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม ในอันดับที่ 21 และ เป็น Highest Calorie, หลังจากนั้นก็ไต่อันดับ ขึ้นมา เป็นอันดับที่ 18, 12, 5 และ อันดับ 1 ในที่สุด เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน 2547! และคงอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 4 สัปดาห์

Special Thanks to: ทีมงาน FAT RADIO 104.5 และ ชาว Fat ทุกท่าน ที่สนับสนุน กลุ่มเรียนเชิญฯ ผู้ไม่เคยมี Sponsor เลย แม้แต่รายเดียว!

22 เมษายน 2547: ผมเข้าไปนมัสการพระพยอม ที่วัดสวนแก้ว (ขณะท่านกำลังขุดดินในสวนอย่างขมักเขม่น) เพื่อ กราบรายงานถึงการตอบรับเพลงธรรมะ จากกลุ่มเยาวชน และ เปิดบางเพลงให้ท่านฟัง ท่านจึงได้เมตตากล่าว คำเทศน์ (บนอาสนะกองดิน) เชิญชวนให้ฟังเพลงชุดนี้ แล้วให้ผมจดตาม ( นั่งพับเพียบบนกองดินเช่นกัน) เพื่อพิมพ์เป็นจดหมาย แล้ว นำไปให้ท่านเซ็นให้

กราบขอบพระคุณ เมตตาธรรม จาก ท่านเจ้าคุณ พระอาจารย์ พยอม กัลยาโณ แห่งวัดสวนแก้ว
น้ำเปล่า 1 ขวดที่ท่านให้ผมกิน ในวันนั้น ทำให้ผมรู้สึกปลื้มปิติ อย่างมาก ในน้ำใจ และ เมตตาจากท่าน

หมายเหตุ: แม้จะเป็นเพลงหัวข้อธรรมที่ไม่ลึกซึ้งมาก แต่ ก็หวังว่ามันจะเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่ถูกทิศทาง (สัมมาทิษฐิ) เสมือนว่า เกาะ(ถึง)บันไดวัด แล้ว (อะไรประมาณนั้น) แม้ทีมงานจะมีเจตนาที่บริสุทธิ์ แต่หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผม (พิสุทธิ์) ขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว หรือท่านสามารถ แนะนำได้ที่ pisut@rianchern.com หากจะมี ความดีงาม ที่เกิดขึ้น ขออุทิศมอบแด่ พระพุทธศาสนา ทั้งหมด และ ขอขอบคุณ (เรียนเชิญ) ท่านผู้มีจิตศรัทธา ทุกท่าน


แรงบันดาลใจ และ ข้อธรรมเสริมในแต่ละเพลง
1. เรื่องนิดเดียว (Small issue)……Number 1 of Hutch Fat40 Chart!
2. มรณสติ
3. อิทัปปัจจยตา
4. มองแต่แง่ดี ( หนวดเต่า )
5. แม่
6. พระพยอม
7. พวกเรา ชาวพุทธ
8. หลวงปู่ดูลย์
9. พระปิยมหาราชบูชา
10. ธรรมทัวร์
11. วันมาฆบูชา
12. ล้ม 7 ลุก 8 ( 7 times down, 8 times up)


1. เรื่องนิดเดียว (Small Issue)
ในห้วงหนึ่งของชีวิตคน เรามักจะเผลอเป็นทุกข์ กลุ้มใจกับเรื่องราวปัญหาอยู่เสมอ ปัญหาที่เราเอาจิตไปผูกพัน กลัดกลุ้มอยู่นั้น เราจะคิดว่ามัน ใหญ่ เสมอ ( แหงล่ะ ถ้าไม่งั้น คงไม่มานั่งกลุ้มอยู่คนเดียวสิ) เพราะเราเอา อุปาทานไปผูก เอามาเป็น ตัวกู ของ กู อยู่เสมอ
แต่….. หากเราเปรียบ ปัญหาของเรา กับ สิ่งที่ใหญ่กว่าหลายพันเท่า กับความเป็นไปแห่งธรรมชาติ แล้วนั้น
ฉับพลัน ! เราก็ได้สติ ว่า ปัญหาที่เราเผชิญอยู่นั้น มันก็แค่…….เรื่องนิดเดียว !
เด็กน้อย(ขี้สงสัย)คนหนึ่งถามขึ้นมา: อ้าว! เพ่ แล้วถ้าปัญหานั้นไม่ใช่ของผม แล้ว มันจะเป็นปัญหาของใครไปได้ล่ะครับ?
ผู้รู้(อย่างเดียว แต่ยังทำไม่ได้)ตอบ: ปัญหาเหล่านั้นมันเป็นไปตามเหตุ และ ปัจจัย มิเคยเป็นของใคร ใดๆทั้งสิ้น ปัญหาต่างๆก็แค่เรื่องนิดเดียว ที่ต้องค่อยๆแก้ไปตามเหตุ และ ปัจจัย นั้นๆ (ไม่ใช่ ไม่แก้นะ แต่ แก้อย่างไม่ทุกข์ อย่างผู้มีปัญญา) แม้ ชีวิตของเราเอง ก็ ไม่ใช่ของเรานะ

สุดแต่ใจ ของใคร จะไขว่คว้า
จะดวงดาว หรือเงินตรา ตามอัธยาศัย
จะงานคิด งานเขียน ร่ำเรียนไป
จะขายใจ ขายกาย กามารมณ์
ไม่มีใคร มีสิทธิ์ เหนือคุณหรอก
ถึงกระจอก ก็มีวัน เสพสุขสม
ใคร่ตะวัน ใคร่ฟ้า คว้ามาชม
เอามาถม เต็มสุสาน ป่วยการเอยฯ

ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว ธรรมชาติเป็นสัจนิรันดร์
อย่าได้เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และ ได้พบพระพุทธศาสนา

2. มรณสติ
อุบายที่สำคัญอย่างหนึ่งในทางพุทธศาสนา เพื่อ ลดกิเลสตัณหา และ ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท (ใช้ให้มันเป็นประโยชน์นะสิ) คือ มรณสติ คือ การนึกความตาย (กันไว้ซะบ้าง!)
แต่มันเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ ทำยาก ครับ ยิ่งในขณะที่เรากำลังหลงระเริงอยู่ในโลกวัตถุนิยม ซึ่งมีสิ่งเร้าอยู่รอบตัวเช่นนี้ โชคดีที่เราได้ตระหนักถึงข้อธรรมนี้ และ มีพระอาจารย์ หลายท่าน กล่าวสอนไว้ในหลายอุบาย ที่เกี่ยวกับ มรณสติ พระอาจารย์ที่ผมโปรดปานมากที่สุด คือ ท่านพุทธทาส ภิกขุ ที่เขียนไว้ในหนังสือ ตายก่อนตาย, ดับไม่เหลือ, ปริญญาสวนโมกข์ เป็นต้น

อานิสงค์ของการเจริญ มรณสตินั้นมากมายเกินจะกล่าว เช่น
" ทำให้เราเลือกใช้เวลากับสิ่งที่คุ้มค่า และ เป็นประโยชน์จริงๆ
" ให้ระลึกเสมอว่า ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใด มีค่า เท่ากับ "เวลา" ดังคำที่ สมเด็จพระสังฆราช ท่านทรงย้ำเสมอ
" ทำให้ลดกิเลสลงทันทีมากกว่าครึ่ง, (ถ้าไม่เชื่อ) ลองคิดว่าท่านเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย จะต้องตายในวันพรุ่งนี้ดูสิครับ
" ทำให้เลิก นิสัยผลัดวัน ประกันพรุ่ง เพราะว่า Tomorrow never comes, แล้วก็ Time and tide wait for no man.
ท่านอาจารย์ พุทธทาส ภิกขุ ประกาศลั่นโลกมาหลายสิบปี ว่า นิพพาน ไม่ต้องรอชาติหน้า หรือ ชาติไหน เพราะว่า นิพพานกันได้ ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ( Nippana HERE & RIGHT NOW!) อุบาย มรณสติ นั่นแหละดีมาก ฝึกจิตให้ตายเสียก่อนตาย (ตายก่อนตาย) ตาย (คำแรก) คือ ตายจาก อุปาทาน ตัวกู ของ กู, ตาย(คำหลัง) คือ สิ้นลมหายใจ ตายจริงๆหมดอายุขัยไป ได้โปรดอย่าประมาท ว่าแก่แล้วค่อยฝึก ค่อยทำ มันจะไม่ทัน แล้วใครเล่าจะรู้ว่า วันสุดท้ายของชีวิตเรา จะมาถึงเมื่อไหร่ หากท่านเคยเห็นคนตายมาบ้าง คงไม่ได้เห็นเฉพาะคนแก่ เท่านั้นใช่ไหม ที่ตายได้!

หากเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ(ทุกคนต้องตายอะนะ) ผู้ที่ฝึกมาบ้างก็จะสามารถทำจิตใจ รับมือกับมันได้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ ใช้เวลานาทีสุดท้าย ดั่ง นาทีทอง พร้อมจะ ตกกระไดพลอยกระโจน ได้อย่างไม่เหลือวิสัยเลย และ ยิ้มรับความตายได้อย่างสง่างาม กล่าวคือพูดกับตนเองได้ว่า สพเพ ธมมา นาล อภินิเวสาย "สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น" และ นั่นแหละครับ ใครทำได้ ขอให้ไปรับปริญญาฉบับนี้ที่ สวนโมกข์ได้เลย!

3. หลวงปู่ดูลย์
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นับเป็นศิษย์อาวุโส รุ่นแรกสุดของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายอรัญญวาสี ท่านเกิด 4 ตุลาคม พศ. 2431 และ ละสังขารไปเมื่อ พศ.2526, ท่านเป็นพระอริยเจ้าที่มีคุณธรรมล้ำลึก ท่านเน้นการปฏิบัติภาวนามากกว่าการเทศนาสั่งสอน สำหรับพระสงฆ์และญาติโยมที่เข้าไปกราบนมัสการขอฟังธรรมะ หลวงปู่มักจะให้ธรรมะสั้นๆ แต่ มีความล้ำลึกสูงชั้นเสมอ ท่านจะเทศน์เรื่องจิตเพียงอย่างเดียว โดยจะย้ำให้เราพิจารณาจิตในจิตอยู่เสมอ
เรื่องราว คำพูดของหลวงปู่ดูลย์ ได้รับการรวบรวม บันทึก และ ถ่ายทอดโดย พระโพธินันทมุนี วัดบูรพาราม จ. สุรินทร์
คำพูดที่สั้นๆแต่ เฉียบคม และ เข้าถึงหลักธรรมโดยแท้ ดังเช่น
" หลักธรรมที่แท้จริงคือจิต จิตของเราทุกคนนั่นล่ะคือหลักธรรมสูงสุด นอกจากนั้นแล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆเลย…ขอให้เลิกละการคิด และ การอธิบายเสียให้หมดสิ้น จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่ในทุกคนแล้ว "

สอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียว กับคำสอนของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
รู้นอก เป็นสมุทัย
รู้ใน เป็นมรรค

4. มองแต่แง่ดี
ได้อัญเชิญ บทกลอนของท่านหลวงพ่อ พุทธทาส ภิกขุ เกี่ยวกับ การมองคนแต่ด้านดี มาเผยแพร่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในอีกรูปแบบหนึ่ง

5. พวกเราชาวพุทธ
คำเทศน์ของ พระคุณเจ้า พระธรรมปิฎก เกี่ยวกับ ความอ่อนแอ ของสังคมไทย ท่านกล่าวโดยสรุปไว้เป็น 2 ประการหลักด้วนกัน คือ
1. คนไทยกลายเป็น วัตถุนิยม มากขึ้น ไม่ชอบผลิต แต่ชอบเสพ เป็นสังคมใฝ่เสพ
2. คนไทยนิยม ลัทธิรอผล ดลบันดาล ( ชอบอ้อนวอนให้ ปัจจัยภายนอก มาช่วยดลบันดาลให้เกิดปาฎิหารย์ ขึ้น ไม่ชอบพึ่งพาตัวเอง) นั่นคือมีความเห็นในทิศทางตรงข้ามกับศาสนาพุทธเลยทีเดียว ถือเป็น มิจฉาทิษฐิ

จึงได้แรงบันดาลใจนำหัวข้อที่ 2 (คนไทยนิยมลัทธิ รอผลดลบันดาล) มาเขียนเพลงเป็นแนวประชด ประชัน ( แฝง อารมณ์ขัน) ถึงพฤติกรรมของปุถุชนคนทั่วไป (ในชีวิตจริงๆ) ที่คอยหวังแต่พึ่งปัจจัยภายนอกมาช่วยให้เกิดสิ่งที่ตน ต้องการนั้น ไม่น่าจะประสพผลสำเร็จนัก แต่ก็ตอกย้ำด้วยสร้อยถึง ปรัชญาชาวพุทธบริษัทนั้น ต้องมีจิตใจกล้าหาญ และ พึ่งพาตนเอง ดั่ง พุทธวจนะ ที่ว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ (ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน) ไม่มีใครดอกให้เราพึ่งพาได้อย่างถาวร แม้แต่ พระพุทธเจ้า ก็ยังทรงตรัสว่า แม้ตถาคตเอง ก็เป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น การปฏิบัติและบรรลุผลนั้นเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ (รับรู้และสำเร็จได้ด้วยตัวเอง)

6. พระพยอม ( เผยแผ่: สงเคราะห์: พัฒนา )
ผู้ชายไทย ฐานะยากจน คนหนึ่ง เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2492 ออกบวชตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2513 สร้างวัดสวนแก้ว ขึ้นมา ด้วยอุดมการณ์ เผยแผ่(ธรรมะ): สงเคราะห์: พัฒนา ปัจจุบันท่าน ทำงานมากกว่า 14 ชั่วโมงต่อวัน ผลิต 16 โครงการ เพื่อ เผยแพร่พระธรรม และ บรรเทา แบ่งเบาภาระสังคม ผลิตงานช่วยเหลือคนจนถึงวันนี้ มากกว่า 20,000 คน ให้พึ่งพาตนเองได้ ภารกิจอันใหญ่หลวงเกินคนๆหนึ่งอายุ 55 ปี จะทำได้ ท่านคือพระสุปฎิปันโน นามว่า พระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ ผู้ที่มีลีลาการเทศ์นที่น่าฟัง ทั้งยังตลกขบขัน ชวนให้เด็กๆ เยาวชน สนใจฟังธรรมะกันมากขึ้น ดังจะยกตัวอย่างบางเรื่องต่อไปนี้:

เหล้ากับขี้:
เดี๋ยวนี้พอเทศน์สอน…..ไอ้พวกขี้เหล้ามันย้อน….
อาตมาถามว่า….."ถ้าเราเอาเหล้ากับขี้ ตั้งให้หมากิน หมาจะกินอะไร"
มันถามสวนขึ้นมาทันทีเลย…..
"ถ้าเอาเหล้ากับขี้… ตั้งให้พระพยอมกิน…..พระพยอมจะกินอะไร?"

ในความตลก น่าชวนหัวจากการเทศน์ของพระพยอมนั้นเป็นเพียงกุศโลบาย ชวนให้เด็ก และ คนทั่วไปเข้ามาสนใจฟังธรรมะกันมากขึ้น เท่านั้น แท้จริงแล้วท่านกลับมีแนวคิดที่เอาจริงเอาจังมากๆกับเรื่องของพระพุทธศาสนา ดังเช่นเรื่องต่อไปนี้

เส้นทางสู่ความวิบัติ
วันก่อนลองถามวัยรุ่นดู….ว่ามีความเข้าใจธรรมะมากน้อยแค่ไหน ได้ยินแล้วตกใจ…..
อาตมาถามว่า: มีพระไว้ทำไม
คนแรกตอบว่า: มีไว้เผาศพ
คนที่สองตอบว่า: มีไว้เป็นบุรุษไปรษณีย์ คอยรับส่งของ ไปให้คนตาย
คนที่สามตอบว่า: มีไว้เฝ้าวัด (เหมือนยาม)
อาตมาไม่แปลกใจเลยว่า….ทำไมสังคมไทยกำลังเดินไปสู่ความวิบัติ…..เพราะ พุทธศาสนิกชน ไม่เข้าใจธรรมะ
พ่อ แม่ คน แก่ ครูบาอาจารย์ ไม่ได้สอนเด็กเรื่องศาสนา…..ไม่ได้ให้ความรู้แก่เด็กว่า …ศาสนาแก้ทุกข์ได้อย่างไร
พระ…..มีหน้าที่ขัดเกลากิเลสของมนุษย์ ให้เบาบางลง….เพื่อไม่ให้เดินไปสู่ความวิบัติ…..
พวกที่มีความรู้เรื่องธรรมะ หรือ นับถือพุทธศาสนา แต่ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอน จึงไม่สามารถพ้นทุกข์ได้!

ท่านเริ่มโครงการ สินค้าทำมือ และ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ก่อนที่จะมี OTOP (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ) เสียอีก
ด้วยอัจฉริยภาพของท่าน ทำให้ท่านได้รับปริญญามหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ , ประกาศนียบัตร, โล่ห์ประกาศเกียรติคุณ และ รางวัล ต่างๆมากมาย
ความเสียสละ และ การต่อสู้ต่ออุปสรรค รวมทั้งพวกเดียรถีร์ มิจฉาทิษฐิ ทั้งหลายของท่าน เป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมเขียนเพลงนี้ขึ้นมา หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้ท่าน และ ให้ผู้ฟังที่ไม่รู้จัก พระพยอมมาก่อน สามารถรับรู้ผลงาน อุดมการณ์ ของท่านได้ ภายในไม่เกิน 4 นาทีที่ฟังเพลงจบ

ในบทเพลงยังช่วยประชาสัมพันธ์ (บอกบุญ) ให้ท่านผู้มีจิตศรัทธา มาร่วมบริจาคกันได้ที่วัดสวนแก้ว จังหวัด นนทบุรี โทร 02-9215603-4, 02-5951444, 01-8509796 (มูลนิธิวัดสวนแก้ว ธนาคารกสิกรไทย(TFB) สาขาบางใหญ่ , เลขที่บัญชี 269-2-12533-1)

16 โครงการของมูลนิธิวัดสวนแก้ว (พ.ศ. 2521 - 2547)
1. โครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน
2. โครงการเข้าค่ายอบรมจริยธรรม
3. โครงการร่มโพธิ์แก้ว
4. โครงการเวทีบำเพ็ญประโยชน์
5. โครงการลอกคราบ
6. โครงการกระบอกสำรอกกิเลส
7. โครงการช่วยน้องท้องหิว
8. โครงการรณรงค์ผู้ไม่รู้หนังสือให้มีโอกาสได้เรียน
9. โครงการสลบมาฟื้นไป
10. โครงการบ้านพักผู้สูงอายุ
11. โครงการสะพานบุญจากผู้เหลือเจือจานผู้ฝาก
12. โครงการซุปเปอร์มาเก็ตผู้ยากไร้
13. โครงการสวนแก้วเนอร์สเซอรี่
14. โครงการเพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
15. โครงการก่อสร้างบ่อหมัก ทำเป็นปุ๋ย ตามแนวพระราชดำริ
16. โครงการบ้านทักษะชีวิต
( ปัจจุบันมี 18 โครงการแล้ว)
17. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
18. โครงการคอนโดสุนัข

กุศลผลบุญ หากจะเกิดจากเพลงนี้ ขอมอบแด่ พระพยอม กัลยาโณ เพื่อทุกท่านได้น้อมจิตระลึกว่ายังมีพระดีๆ ที่ทำงานหนัก ขุดดินสร้างวัดด้วยสองมือเปล่า ( ผมเห็นกับตาจริงๆ) เสียสละ และ มีเมตตาอย่างล้นเหลือ ท่านนี้ด้วยเทอญ หากผู้ใดท้อแท้ แทบหมดกำลังใจ ขอแนะนำให้ท่านไปนั่งเฝ้าดู พระพยอม ทำงาน ที่วัดสวนแก้ว ซัก 1-2 วัน แล้วท่านจะพบสัจธรรมบางอย่าง ( ผมเองยังรู้สึกว่าทำงานน้อยกว่าท่านเยอะเลย!)

7. ในห้วงมหรรณพ
พยายามนำเอาธรรมชาติมาอธิบาย ความหมายของคำสำคัญทางพุทธศาสนาคำหนึ่ง คือ อิทัปปัจจยตา หรือ เรียกเต็มว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท หมายถึง เมื่อมีสิ่งนี้ ๆเป็นปัจจัย แล้ว สิ่งนี้ๆย่อมเกิดขึ้น หรือ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆก็ไม่เกิดขึ้น ( ยิ่งอธิบายก็ยิ่งงงใช่ไหมล่ะ เหมือนผมเลย)

(อ่านต่อดีกว่า) อิทัปปัจจยตา เป็น กฏแห่งธรรมชาติที่สำคัญ แม้ ท่านพุทธทาส ภิกขุ ยังเคยกล่าวไว้ว่า พุทธบริษัททุกคนควรรู้ และ เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุ เป็นผล อาทิเช่น ฝนตกลงมาจากก้อนเมฆ ลงสู่ผืนดิน แม่น้ำ และ มหาสมุทร สร้างความชุ่มชื่น เมื่อหมดฝน น้ำที่อยู่ในดิน ก็ ไหลลงสู่ที่ต่ำ ห้วย หนอง คลอง บึง จนถึง แม่น้ำ และ ไปสิ้นสุดที่ทะเล มหาสมุทร ซ้ำยังมีแดดออก มา ทำให้น้ำจากทะเล ระเหยเป็นไอน้ำ ขึ้นไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ และ กลั่นตัวกันลงมาเป็นหยดน้ำฝน เมื่ออิ่มตัว ทั้งหมดนี้ไม่มีใครกำหนด นอกจาก กฏแห่งอิทัปปัจจยตา นั่นเอง กฏนี้อธิบายได้ทุกอย่างทั้งสิ่งภายนอก และ จิตใจภายในมนุษย์เรา

" ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร (ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์ หรือ สมุทยวาร)
(ต้นเหตุแห่งทุกข์) อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ทุกข์ (ผลสุดท้าย)
" ความดับทุกข์ (จะทำให้) เกิดขึ้นได้อย่างไร (ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์ หรือ นิโรธวาร)
กล่าวโดยย่อ คือ ทำให้เหตุปัจจัยดับลง ผล ก็จะดับตาม หือ ตัดเหตุใดเหตุหนึ่งออกไป ทำให้ สายสมุทยวาร ไม่ครบวงจร ทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น เช่น เมื่อผัสสะ(เช่น มองเห็นสาวสวย) ก็จะเกิดเวทนา(พอใจ ชอบใจ) ตรงนี้ต้องมีสติ ตัดให้ทัน ว่า มันก็แค่นั้นเอง เป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง มีโครงกระดูก มีเนื้อหนังห่อหุ้มเครื่องใน ตับไต ไส้พุง และ ของเสีย ไว้ข้างใน ขี้ออกมาก็เหม็นเหมือนเรา ลองไม่อาบน้ำซักสามวันตัวก็คงจะไม่หอมอย่างที่คิดไว้ ถ้ามีสติเรียกปัญญาอย่างนี้มาทันเวลา ตัณหา ก็จะไม่เกิด เมื่อตัณหาไม่เกิด อุปาทาน ภพ ชาติ ก็ไม่เกิด เมื่อเหตุแห่งทุกข์ไม่มีแล้ว ความทุกข์ จะเกิดได้อย่างไร

ฉันใด ก็ ฉันนั้น ไฟมิอาจจุดติดได้ หากปราศจาก เชื้อเพลิง ความแห้ง และ ก๊าซ ออกซิเจน เป็นต้น

8. วันมาฆบูชา
ด้วยความอยากจะมีเพลงเกี่ยวกับวันมาฆบูชา ที่ฟังง่าย ร่วมสมัย และ นำใจความสำคัญของวันมาฆบูชา มาใส่ไว้ให้เด็กๆและผู้คนทั่วไปได้รับรู้ ประกอบกับได้ฟัง เทปธรรมะ โดยพระพยอม กัลยาโณ เรื่องวันมาฆบูชา(ปีไหนจำไม่ได้เหมือนกัน) ท่านกล่าวไว้ว่า ….."ถ้าจะเปรียบไปแล้ว วันมาฆบูชา ก็เหมือนกับ วันแห่งความรักของชาวพุทธ วันที่พระอรหันต์ 1250 รูป ต่างพร้อมใจกันมาชุมนุม เพื่อแสดงความรัก และ กตัญญูต่อพระพุทธเจ้า โดยมิได้นัดหมาย" …..มาโดยพร้อมเพรียงกันทั้งที่ไม่มีมือถือ หรือ E-Mail นัดกันแต่อย่างใด
"พระพุทธเจ้าเองก็ตอบแทนความรัก ต่อศิษย์ (เนื่องจากท่านเป็นคนบวชให้ทุกรูป) โดยการแสดง ธรรมเทศนาโอวาทปาติโมกข์ เปรียบเสมือนเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา." ดังนี้

โอวาทปาติโมกข์ ไตรสิกขา มรรคมีองค์ 8
ละชั่ว ศีล " สัมมาวาจา
" สัมมากัมมันตะ
" สัมมาอาชีวะ
ทำดี สมาธิ " สัมมาวายามะ
" สัมมาสติ
" สัมมาสมาธิ
ทำจิตบริสุทธิ์ ขาวรอบ ปัญญา " สัมมาทิษฐิ
" สัมมาสังกัปปะ

อริยสัจ 4
แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่เพียง 2 เรื่องเท่านั้นเอง คือ 1. ทุกข์ และ 2. การดับทุกข์

1. ทุกข์ ผล " ทุกข์ suffering
เหตุ " สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ตัณหา, อุปาทาน
2. ดับทุกข์ ผล " นิโรธ นิพพาน (ดับไม่เหลือ, สุญญตา)
เหตุ " มรรค ทางสายกลางแห่งการดับทุกข์ มรรคมีองค์แปด หรือ เรียกว่า ไ
ตรสิกขา

(ท่อนสร้อยก่อนจบ) พระพุทธเจ้าที่พวกเรามอบความภักดี เป็นผู้ชี้หนทาง สิ้นทุกข์ อ้างว้างทั้งปวง สรรพสิ่งใดๆในโลกนี้ ล้วนแต่มีมารยา หลอกลวง อยากจะก้าวล่วงพ้นความทุกข์ทั้งปวง จงหยุดดวงใจของท่าน ไม่ยึดมั่นใดๆในโลก
(ขยายความ) ทุกสิ่งนั้น เป็นไปตามหลักของ ไตรลักษณ์ กล่าวคือ เป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวกู ของกู) พูดอีกนัยหนึ่ง "ทุกอย่างคือความว่างเปล่า" ( Everything is the emptiness) ดังนั้น จึงไม่ควรนำมายึดมั่น ถือมั่นเลยแม้แต่อย่างเดียว ดังมีเล่าไว้ในตำนาน ท่านโพธิธรรม ตั๊กม๊อ ( Bodhidharma ,Master of Zen)

ตั๊กม้อ ตอบ 3 คำถาม
ท่านโพธิธรรม ตั๊กม๊อ เป็นคนอินเดีย ได้รับภารกิจมาเผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศจีน จนกลายเป็นปรมาจารย์ เจ้าลัทธิเซน(Zen) คนแรก เมื่อตอนอยู่ในจีน ก็เป็นที่กล่าวขานกันทั่วเมือง และ มีการทดสอบลองภูมิปัญญากันมากมาย ครั้งหนึ่ง กษัตริย์องค์หนึ่งผู้มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ชอบทำบุญ ทำทาน สร้างวัดใหญ่โต ได้ยินชื่อท่าน ตั๊กม๊อ ก็ได้เชิญพบในพระราชวัง มีบทสนทนาที่น่าสนใจ ของคนทั้งสองดังนี้:

กษัตริย์ "ได้ยินว่าท่านเป็นพระผู้ทรงศีลจากประเทศอินเดีย และ มีผู้ศรัทธามาก จึงอยากถาม 3 คำถาม จะได้ไหม"
ตั๊กม๊อ "เชิญ "
กษัตริย์ "เรานั้นเลื่อมใสในพุทธศาสนา ทำบุญ สร้างวัด มากมาย มาทั้งชีวิต อยากทราบว่า เราจะได้บุญแค่ไหน? "
ตั๊กม๊อ "……….ไร้บุญ ไร้วาสนา………. "
กษัตริย์ " (ตกใจ!)…… ในโลกนี้มีพระหรือไม่? "
ตั๊กม๊อ "……….ไม่มี…….."
กษัตริย์ "แล้วท่านรู้ไหม ว่าท่านคือใคร?"
ตั๊กม๊อ "……….ไม่รู้!……. "
กษัตริย์องค์นั้นไม่เข้าใจ ในแก่นธรรมของตั๊กม๊อที่ถูกถ่ายทอดโดยการตอบเชิงปริศนานั้น จึงสั่งลูกน้องไล่ให้ตั๊กม๊อ กลับออกไป ต่อมาไม่นาน กษัตริย์ได้รับคำอธิบายจากพระอาจารย์ที่ปรึกษา ว่า ท่านตั๊กม๊อ ตอบแบบผู้บรรลุแล้ว ว่างอย่างไร้ตัวตน จึงรีบสั่งให้ไปเชิญกลับมา ซึ่งไม่สำเร็จ แม้จะใช้ม้าลาก แต่ ท่านตั๊กม๊อ ก็ไม่มาอีกเลย
" วลี หรือ บทสนทนาอื่นๆที่เกี่ยวกับ Zen( ซึ่งเป็นพุทธศาสนาเช่นกัน)
If you walk, just walk.
If you sit, just sit.
But don't wobble.
(By Yunmen)

" Who wants to realize Zen?
Student "What is Zen?"
Master "It is right before your eyes."
Student " So why can't I see it?"
Master " Because you have a "me" "
Student " If I no longer have the concept "me" will I realize Zen?"
Master "If there is no "me" who wants to realize Zen?"

นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง
"สุขอื่น นอกเหนือจาก สงบ ไม่มี "

9.ธรรมทัวร์
คีตธรรมารมณ์ พรรณาถึงการออกเที่ยวท่องไปตามป่าเขาลำเนาไพรในแดนสยาม นมัสการกราบพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ต่างๆ เพื่อเป็นสิริมงคล และ ขอกำลังใจในการมุ่งปฏิบัติหน้าที่ตน ทำความดีต่อไป ในบทเพลงกล่าวไว้เพียง พระอรหันต์ 6 รูปดังนี้
1. สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี พศ. 2319 - 2415 วัดระฆังโฆสิตาราม และ วัดอินทรวิหาร(บางขุนพรหม) กรุงเทพ
2. หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พศ. 2413 - 2492 วัดสุทธาวาส จ. สกลนคร
3. ครูบาศรีวิชัย พศ. 2421 - 2481 วัดบ้านปาง จ.ลำพูน
4. ท่านพุทธทาส ภิกขุ พศ. 2449 - 2536 วัดสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี
5. หลวงพ่อเกษม เขมโก พศ. 2455 - 2538 สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง
6. หลวงพ่อชา สุภัทโท พศ. 2461 - 2535 วัดหนองป่าพง จ.อุบลธานี

ผมจึงอยากจะเล่าเกร็ดของแต่ละรูปโดยสังเขป ดังนี้
1. สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังษี ( หลวงพ่อโต)
ท่านเป็นพระคู่บ้าน คู่เมืองแผ่นดินสยามโดยแท้จริง (ดังที่เราจะเห็นรูปเหมือน และ รูปปั้น,หล่อ ท่าน อยู่ทุกแห่งในประเทศไทย) นอกจากท่านจะมีเชื้อกษัตริย์แล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่ถึง 5 แผ่นดิน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ตั้งรัชกาลที่ 1 จนถึง รัชกาลที่ 5) มีบทบาทมาก เป็นเหมือน องคมนตรี ที่ปรึกษา ช่วยพระเจ้าแผ่นดินปกครองบ้านเมือง โดยเฉพาะ สมัย สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) ดังจะเล่าต่อไปนี้: เรื่อง ปริศนาธรรมดับกิเลส
ในปีฉลู พศ. 2408 สมเด็จพระปวเรนทราเมศร์รังสรรค์พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชวัง (วังหน้า) เสด็จสวรรคต ในพระที่นั่งอิศเรศร์ ณ เดือนยี่ เป็นปีที่ 15 ในรัชกาลที่ 4 เถลิงราชย์ได้อุปราชาภิเษก 14 ปี 3 เดือน พระชนม์ 57 ปี กับ 4 เดือน ประกอบโกศ ตั้งบนพระเบญจา ในนั้นเอง
สมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในพระบวรศพ แต่พอเสด็จมาถึงทวารพระที่นั้งนั้น พวกพระที่สวดพระอภิธรรมทั้ง 8 รูปเกิดตกใจ เพราะเกรงพระบรมเดชานุภาพ ท่านลุกวิ่งลุกเข้าแอบในพระวิสูตร(ม่าน)ที่กั้นพระโกศ
ทรงทราบแล้วกริ้วใหญ่ ว่า
" ดูสิ ดูสิ ดูถูกข้า มาเห็นข้าเป็นเสือ เป็นยักษ์ เอาไว้ไม่ได้ต้องให้มันสึกให้หมด"
รับสั่งแล้วทรงอักษรถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ส่งให้พระธรรมเสนา(เนียม) นำลายพระราชหัตถ์เลขามาถวาย หลวงพ่อโต
ครั้นหลวงพ่อโต กลับจากสังฆการี มาอ่านดู แล้ว ท่านก็จุดธูป 3 ดอก แล้วจี้ที่กระดาษที่ว่างๆ ข้างลายพระหัตถ์นั้น 3 รู แล้วส่งให้พระธรรมเสนานำถวายคืนในเวลานั้น
พระธรรมเสนาทูลถวาย ทรงทอดพระเนตรเห็น รูกระดาษไหม้ ไม่ลามถึงตัวหนังสือ ก็ทรงทราบปริศนาธรรม จึงรับสั่งว่า
"อ้อ ท่านให้เราดับ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นไฟ 3 กอง งดที งดที เอาเถอะ ถวายท่าน ! "
(พระเหล่านั้นก็รอดพ้นโทษ สึกไป) พระธรรมเสนาไปเอาตัวมานั่งสวดประจำที่ แล้วทรงแนะนำสั่งสอนระเบียบจรรยาในหน้าพระที่นั่ง ให้พระรู้ระเบียบรับเสด็จ แต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้!

หลวงพ่อโต พรหมรังษี ยังเป็นผู้ถ่ายทอด ยอดพระคาถาชินบันชร ที่โด่งดัง และ แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

2. หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ท่านเปรียบเหมือนเป็น พระอาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนากรรมฐาน สายพระป่า มีลูกศิษย์ ลูกหามากมายทางภาคอีสาน อาทิเช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงพ่อชา สุภัทโท, หลวงตา มหาบัว, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินทโท เป็นต้น
ในชีวิตปฏิบัติของพระอาจารย์มั่น ท่านพยายามหลบหนีการมีชื่อเสียง เพราะท่านเป็นพระสมถะ (เน้นธุดงควัตร) รักสงบ คิดแต่จะสยบกิเลสให้หมดไป สิ้นไปอย่างเดียว ปลีกวิเวก ไม่ข้องเกี่ยวกับความวุ่นวายทั้งหลาย

คำสอนหลักของหลวงปู่มั่น คือ มุตโตทัย
"ธรรมชาติของดีทั้งหลายย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี มีอุปมาดั่งดอกปทุมชาติ(ดอกบัว)อันสวยงาม ที่เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเป็นของสกปรก ปฏิกูลน่าเกลียด แต่ว่าดอกบัวนั้นเมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อำมาตย์เสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้นมิได้กลับคืนไปยังโคลนตมนั้นอีกเลย"

" ธุดงค์วัตร 13 ข้อ ประกอบด้วย
คำว่า ธุดงค์ คือ องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ
1. ปังสุกูลิกังคะ ถือใช้แต่ผ้าบังสุกุล
2. เตจีวริตังคะ ใช้ผ้าเพียง 3 ผืน
3. ปิณฑปาติกังคะ เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ
4. สปทานจาริปังคะ บิณฑบาตตามลำดับบ้าน
5. เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียว
6. ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันเฉพาะในบาตร
7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม
8. อารัญญิกังคะ ถืออยู่ป่า
9. รุกขมูลิกังคะ อยู่โคนไม้
10. อัพโภกาสิกังคะ อยู่กลางแจ้ง
11. โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้า
12. ยถาสันถติกังคะ อยู่ในที่แล้วแต่เขาจัดให้
13. เนสัชชิกังคะ ถือนั่งอย่างเดียวไม่นอน

3. ครูบาศรีวิชัย (นักบุญแห่งล้านนา)
ตุ๊ต๋นบุญ(พระผู้มีบุญมาเกิด) มาเกิดที่เมืองลำพูน เป็นที่เคารพ ศรัทธาของชาวเหนือ ทั้งชาวลำพูน ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา เป็นต้น ด้วยบุญญาบารมีของท่าน สามารถรวบรวมกำลังคน และ ทุนทรัพย์ก่อสร้างถนนขึ้น ดอยสุเทพ เชียงใหม่ ที่ยาวถึง 11 กม. เสร็จสมบูรณ์ได้ภายในระยะเวลา 5 เดือนกับ 22 วัน โดยใช้เพียงมือคน และ จอบ เท่านั้น ซ้ำยังไม่ได้ใช้เงินของรัฐเลย เพียงท่านเอ่ยวาจา
"ก่อนชีวิตอาตมาจะมรณภาพ ใคร่ได้เห็นถนนขึ้นไปดอยสุเทพ เพื่อพสกนิกรทั้งปวงจักได้ขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุบนยอดดอยได้สะดวก"

ชาวเหนือกล่าวว่า "พระครูบาฯ อยู่ที่ไหน ไม่เคยเหงาหรือว้าเหว่ ท่านเป็นเสมือนน้ำ ไหลไปถึงไหน ฝูงปลาก็ว่ายไปถึงนั่น…………"
ครูบาศรีวิชัย พระของประชาชนผู้นี้ ไม่ได้เป็นผู้วิเศษมาจากไหน หากแต่เป็นแค่พระสงฆ์ธรรมดารูปหนึ่งก็เท่านั้น แล้วเหตุใดถึงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของประชาชนชาวเหนือ จนพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐที่เข้ามาข่มเหง และ รังแกพระของพวกเขา
แม้จะบวชเรียนมาถึง 42 ปี และ ไม่เคยได้รับสมณศักดิ์ใดๆเลย แต่สิ่งที่ท่านได้รับนั้นก็มากจนเกินพอแล้ว เพราะ ท่านเป็นพระของประชาชนตลอดกาล


4. ท่านพุทธทาส ภิกขุ
" ข้าพเจ้าขอมอบชีวิตและร่างกายนี้ถวายแด่พระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า
เพราะเหตุที่ว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส"

พระมหาเงื่อม(ท่านพุทธทาส ภิกขุ) เริ่มมาอยู่ที่วัดร้าง ในเขตพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันวิสาขบูชา 12 พฤษภาคม พศ. 2475 (หลังจากที่ท่านหมดหวังกับการไปเล่าเรียนปริยัติที่กรุงเทพ เพราะพบเจอแต่พระสงฆ์ที่หย่อนวินัย) พอถึงเดือนสิงหาคม ท่านเริ่มทยอยเขียนหนังสือ ตามรอยพระอรหันต์ โดยเริ่มประกาศใช้นาม พุทธทาส ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ท่านมุ่งค้นคว้าจากพระไตรปิฏก และ ทดลองปฎิบัติด้วยตนเอง อยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเด็กแถวนั้นพากันล้อเลียนหาว่า ท่านเป็นพระบ้า! เพราะท่านจำวัดร้าง (วัดพังจิก)เพียงองค์เดียว แถมยังลือว่ามีผีดุ ด้วย

ปี พศ. 2475 บังเอิญเป็นปีที่เปลี่ยนการปกครองในประเทศไทย เป็น ระบอบประชาธิปไตย วิธีการสอนของท่านพุทธทาส ภิกขุ ก็เฉกเช่นเดียวกับการปฏิวัติการสอนพุทธศาสนาในบ้านเราเลยก็ว่าได้ เพราะท่านได้นำเอาหลักการ และ แก่นพุทธศาสน์มาแสดงให้เห็นกันแบบถึงลูกถึงคน โดยไม่กลัวว่าผิดแผกจากการเทศน์สอนกันในสมัยนั้น แต่ก็ได้แยกประเด็นความหมายเป็น 2 ระดับ คือ ระดับภาษาคน (หรือ ระดับศีลธรรม, โลกียธรรม) กับ ภาษาธรรม (หรือ ระดับโลกุตตรธรรม) ดังเช่น
ภาษาคน ภาษาธรรม
พระพุทธ - องค์ของพระพุทธเจ้า เกิดในอินเดีย นิพพานแล้ว เผาไหม้แล้ว - คือตัวธรรมะที่แท้ ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคือ ธรรมะที่ทำเป็น พระพุทธเจ้า
พระธรรม - คัมภีร์ หนังสือที่อยู่ในตู้ เสียงที่แสดงธรรม - ธรรมะ คือ - ตัวธรรมชาติแท้ๆ
- กฎของธรรมชาติ
- หน้าที่ของมนุษย์ตามกฏของธรรมชาติ
- ผลอันเกิดจากประพฤติถูกต้องตามธรรมชาติ
พระสงฆ์ - นักบวชที่บวชแล้วทั่วไป - คุณธรรมที่อยู่ในจิตใจของพระสงฆ์
- มี 4: โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์
มรรคผล - ประสบความสำเร็จตามที่ตนต้องการ - การทำลายความทุกข์ได้อย่างถูกต้อง ตามหลักธรรมเป็นขั้นๆไป
กรรม - โชคร้าย, ผลบาป รับผลมาจากชาติก่อน จะได้รับผลชาติหน้า, รับผลได้ทางวัตถุ - การทำดี หรือ ชั่ว รับผลอยู่ที่จิต เมื่อทำกรรมนั้นเสร็จลง ส่วนผลได้รับเน้นวัตถุเป็นสิ่งไม่แน่นอน, ทำให้สิ้นกรรมได้โดยปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8
ความหยุด - ไม่เคลื่อนไหว - ความว่าง = หยุดความต้องการของกิเลส ตัณหา ไม่วิ่งไป วิ่งมา, ดั่งพระพุทธเจ้าตรัสโปรดกับองคุลีมาล ว่า "เราหยุดแล้ว แต่ ท่านยังไม่หยุด "
ชาติ - ความเกิดที่คลอดจากท้องแม่ - ความเกิดแห่งความรู้สึก ว่า ตัวกู - ของกู เกิดได้วันละหลายๆครั้ง อธิบายได้ใน ปฏิจจสมุปบาท
นิพพาน - เมืองแก้วสารพัดนึก
จะเกิดนิพพานได้ แต่ต่อเมื่อตายก่อน หรือ ชาติต่อไป - ความเย็น ดับไม่เหลือแห่งกิเลส และ ที่สุดแห่งกองทุกข์
- นิพพานได้ ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอ
สรณะ - พึ่งคนหรือสิ่งอื่นนอกตัวเอง - พึ่งตนเอง แม้เราจะพึ่งพระรัตนตรัยก็ต้องทำให้มีอยู่ในจิตใจตนเอง
สุญญตา - สูญเปล่า ไม่มีอะไรเลย - มีอะไรได้ทุกอย่างตามความจำเป็น เว้นเสียจากความรู้สึกว่าเป็น ตัวกู - ของกู
แม้ท่านจะ ดับขันธ์ นิพพานไปแล้วตั้งแต่ปี พศ. 2536 ก็ตาม แต่สื่อ เสียง และ ตำราของท่านนั้นยัง ก้องดังอยู่ทั่วไป ผมขอเรียนเชิญท่านทั้งหลายน้อมใจเป็นพุทธบริษัท ที่ดี เพื่อ ร่วมระลึก พุทธทาส 100 ปี ในปี พศ. 2549 นี้ด้วยครับ

5. หลวงพ่อเกษม เขมโก
ตนบุญ ตนที่สองได้ถือกำเนิดที่จังหวัดลำปาง และ ละทิ้งสมณศักดิ์ทุกประการ เพื่อ ปลีกวิเวกที่สุสานไตรลักษณ์
หัวข้อธรรมบทหนึ่งที่ท่านเคยเทศน์ถวายในหลวง
การเห็นเป็นเหตุแห่งการคิด การคิดเป็นเหตุแห่งการเห็น
ถ้าคิดดีก็เป็นทางเย็น ถ้าคิดไม่เป็นก็เย็นสบาย
ตายเป็นเหม็นเน่า เราเขาเหมือนกัน
อยู่ไปทุกวัน ใคร่ได้ก็มี ใคร่มีก็ได้


6. หลวงพ่อชา สุภัทโท
ตั้งแต่ปี 2497 โดยประมาณ หลวงพ่อชาได้ก่อตั้งสำนักสงฆ์หนองป่าพง หลังจากเที่ยวธุดงค์ ในป่าเขามาหลายพรรษา ด้วยบารมีแห่งการปฏิบัติชอบ ของท่านทำให้ เกิดเป็นสาขาสำนักสงฆ์ (ต่อมาหลายสำนักกลายเป็นวัด เช่นวัดมาบจันทร์ จังหวัด ระยอง ก็เป็นสาขาที่ 73 ของวัดหนองป่าพง เป็นต้น) ขยายออกไปมากกว่า 83 สาขา ทั้งยังมีลูกศิษย์ ลูกหาเป็นชาวต่างชาติ (ทั้งที่หลวงพ่อชา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้) ร่วมก่อตั้งวัดป่านานาชาติ เผยแผ่พุทธศาสนาสู่ชาวต่างชาติมากมาย อาทิเช่น ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา เป็นต้น
ศิษย์เอกชาวต่างชาติคนหนึ่งของท่าน ชื่อ พระสุเมโท (นามเดิมคือ โรเบิร์ด แจคแมน ) เกิดที่ซีแอตเติ้ล วอชินตัน USA. ได้มีความสนใจในพระพุทธศาสนามาก หลังจากที่เคยคลั่งไคล้ในศาสนาเดิมมาก่อน ตอนที่ท่านตัดสินใจออกบวช ได้กล่าวไว้ในหนังสือธรรมสากัจฉาว่า
"ครั้งหนึ่งอาตมาเคยเป็นชาวคริสต์ที่เคร่ง แต่แล้วต้องมาเลิกนับถือ ทั้งนี้ก็เพราะอาตมาไม่เข้าใจในคำสอน ทั้งไม่สามารถจะหาใครมาทำให้เกิดความเข้าใจได้ ดูแล้วไม่เห็นทางที่จะปฎิบัติอย่างอื่น นอกจากต้องเชื่อ และ หลับตายอมรับตามที่เขาสอน
ในพุทธศาสนานั้น สิ่งที่ประทับใจอาตมามากก็คือไม่มีการบังคับหรือเรียกร้องให้เอาแต่เชื่อ ทุกคนมีอิสระที่จะนึกคิด และ สงสัยได้ พระพุทธศาสนาชี้ทางไปสู่สัจธรรม โดยการปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง"

หลวงพ่อชา ท่านมีวิธีเทศน์ ที่ใช้คำพูดง่ายๆ อธิบายด้วยภาษาชาวบ้านๆ แต่ โดนใจ และ สามารถเข้าใจได้ในการฟังเพียงครั้งเดียว บางทีมีความสนุก ขบขัน อยู่ในนั้น เช่นเรื่องนี้

พระอนาคามี
ครั้งหนึ่ง มีอุบาสกคนหนึ่ง พำนักและปฎิบัติกรรมฐานอยู่ในวัดหนองป่าพง เขาเกิดเห็นแสงสว่าง และ ความรู้สึกปีติ ในสมาธิอย่างยิ่ง กระทั่ง เข้าใจผิดคิดไปเองว่า บรรลุถึงขั้น อนาคามี แล้ว ( ลำดับของการพัฒนาจิต 1. โสดาบัน, 2.สกิทาคามี , 3. อนาคามี และ , 4. อรหันต์) ด้วยความดีใจแบบสุดๆ จึง รีบปรี่เข้าไปหา หลวงพ่อชา เล่าอาการให้ท่านฟัง แล้วถามท่านว่า
อุบาสก: หลวงพ่อครับ อาการนี้ดีมากเลยครับ ผมคงบรรลุขั้น อนาคามี แล้วใช่ไหมครับ หลวงพ่อ?
หลวงพ่อ: อ๋อ….อนาคามี เหรอ…………มันก็ดีกว่าหมาขี้เรื้อนหน่อยเดียว แค่นั้นแหละ!!!
อุบาสก: (โกรธ) ทำไมท่านพูดแบบนี้ล่ะครับ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ไปล่ะครับ !
เหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของพระลูกวัด จึงถามหลวงพ่อชา หลังจากที่ชายคนนั้นจากไปแล้ว
พระลูกวัด: หลวงพ่อทำไมพูดกับเขาแรงแบบนี้ครับ
หลวงพ่อ: พระอนาคามี ที่ไหนโกรธง่ายขนาดนี้ล่ะ เจ้าว่าจริงไหม


10. พระปิยมหาราชบูชา
ได้อัญเชิญพระคาถา ปิยมหาราชบูชา อันมีความหมายถึงการประกาศเลิกทาสในดินแดนสยามประเทศ สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ
และ บทกลอนคำเทศน์ของหลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์ พรหมรังษี) ต่อ พระปิยมหาราช เมื่อท่านยังทรงพระเยาว์ ในขณะที่หลวงพ่อโตอยู่ในวัยชรา และ เป็นช่วงเวลาแผ่นดินที่ 5 แผ่นดินสุดท้ายของท่าน

ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่
มีเพียงแต่ ต้นทุน บุญกุศล
ทรัพย์สมบัติ ทิ้งไว้ ให้ปวงชน
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ
เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน
มามือเปล่า แล้วเจ้า จะเอาอะไร
เจ้าก็ไป มือเปล่า เหมือนเจ้ามา

………………………………………………………………………

เพลงแม่ และ เพลง ล้ม 7 ลุก 8 (Aikido) นั้น ดูจากตารางสรุป (ก่อนหน้านี้) ก็พอ!

ขออนุโมทนา
พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา และ ทีมงานเรียนเชิญฯทุกท่าน

> home